Monthly Archives: June 2011

การุณ โหสกุล…ถ้ารู้จัก คุณจะอึ้ง !!!

“มึงอยู่กันต่อไปนานๆ เลย คนจะได้ตายเยอะๆ อยู่ไปเลยนายกฯ”
แน่นอนว่า ประโยคนี้คุณคงคิดไม่ถึงว่าคนพูดจะเป็น ส.ส. ที่มาจากคำว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” อันเป็นตำแหน่งของ“ผู้ทรงเกียรติ”ในฐานะ“ผู้แทนปวงชนชาวไทย” ที่มีหน้าที่ด้าน“นิติบัญญัติ”
      แต่คุณก็คงไม่แปลกใจ หากทราบว่าคนพูดคือ การุณ โหสกุล
ไม่แปลกใจเพราะกับ“ไอ้ถ่อยจอมถีบ”คนนี้ มัน“เลว”จนคนไม่แปลกใจกับการกระทำหรือคำพูดที่มีวลีไทยๆสั้นๆว่า “สันดอนนั้นขุดได้ แต่สันดานยากที่จะจะขุดรากถอนโคน” เพราะไอ้คนๆนี้ ไม่ว่าจะสนทนากับใคร จะติดปากคำว่า“ไอ้ห่า ..แม่ง..” เสมอ
     แม้กระทั่งกับผู้ใหญ่ !!!
ที่สำคัญ ถ้าดู“ประวัติ”คุณก็จะยิ่งไม่แปลกใจ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาหลายครั้งของ“ไอ้ถ่อยจอมถีบ”คนนี้ ล้วนแต่“ถ่อย+เถื่อน” จนนึกไม่ถึงว่า“พรรคการเมือง”ไฉนจึงกล้าส่งคนเช่นนี้ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทน
เพราะมันโกงแม้กระทั่ง…ประวัติการศึกษา
การุณ“แจ้งหลักฐาน”ว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และปริญญาโทมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เมื่อปี 2548 ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ของการุณ โหสกุล ในฐานะผู้สมัครพรรคไทยรักไทย เพราะมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประกาศยกเลิกใบปริญญาบัตรของผู้สมัครฯ
เหตุการณ์ครั้งนั้น เกิดขึ้นจาก ชัยณรงค์ เทียนมงคล  ผอ.กกต.กรุงเทพมหานคร ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีการะบุว่า กกต.เขต 14 ได้ตรวจพบว่าคุณสมบัติของการุณไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.เลือกตั้ง ประกอบรัฐธรรมนูญ ม.107 กล่าวคือ เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2548 กกต.เปิดรับสมัครรับเลือกตั้งที่อาคารกีฬาเวสน์ กทม. ซึ่ง”ไอ้ถ่อยจอมถีบ”ใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เมื่อมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ประกาศยกเลิกใบปริญญาบัตรของการุณ ก็แปลว่า“ไม่จบปนิญญาตรี” จึงไม่มีสิทธิ์จบปริญญาโท
จำได้ไหมเอ่ย…วุฒิการศึกษาระดับมัธยมของการุณ ก็มาจากที่เดียวกับเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ ชินวัตร คนที่ถูกเพิกถอนปริญญาตรีมสธ.เหมือนกัน เพราะ“ข้ออ้าง”เรื่อง จบม.ปลายไม่มีหลักฐาน เนื่องจากวุฒิ ม.ปลายนั้น การุณเป็นคนจัดการให้ จึงน่าสงสัยว่าเยาวเรศเกิดภาคเหนือ ไป จบม.ปลายที่จ.นครศรีธรรมราชได้ไง
นอกจาก”ประวัติเถื่อน”แล้ว การุณยังมี”ประวัติถ่อย”เยอะมาก….
เอาตั้งแต่ เมื่อปี 2548 การุณเคยสร้าง“วีรกรรม”ด้วยการตบ ถีบ รัชดาวรรณ เกตุสะอาด ส.ก.เขตดอนเมือง อดีตภรรยาของเขาที่สนามบิน เพราะไม่พอใจที่นางรัชดาวรรณไม่กลับบ้าน แต่นางรัชดาวรรณไม่กลับ เพราะศาลมีคำสั่งให้ทั้งคู่หย่าขาดกันตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย.2548 ที่ผ่านมา นางรัชดาวรรณจึงทำท่านิ่งเฉยไม่สนใจ
ก่อน หน้านั้น การุณก็โดนศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ปรับเงินในความผิด ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2496 ม.27 ฐานลักลอบนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลบเลี่ยงภาษีศุลกากร จำนวน 30,254,052 บาท และถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เนื่องจากหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และถูกนำตัวไปควบคุมที่ห้องขังใต้ถุนศาลอาญา จนญาติ“สงสาร”ได้ มายื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินย่านดอนเมือง 2 แปลงเนื่อที่ 1 ไร่ 84 ตารางวา ราคาประเมิน 4,800,000 บาทมาประกันตัวออกไป
ต้นเดือนสิงหาคม 2549 เจริญ สารไทสง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริษัท อุดมสุข จำกัด แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ว่าถูกการุณ โหสกุล ทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ ขณะทำหน้าที่ดูแลโรงภาพยนตร์แอร์พอร์ตราม่า เลขที่ 16/137 หมู่ 1 ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม. ซึ่งปิดกิจการแล้ว และไม่ยอมให้การุณและพวกเข้าไปดูด้านใน จึงถูกการุณเตะเข้าที่กกหูข้างซ้าย 2 ครั้ง
ล่าสุดก็คือการกระโดดถีบสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กลางสภา ตามมาด้วยการตกเป็นผู้ต้องหาทำร้าย พ.ต.ท.บัญชา คล้ายน้อย รอง ผกก. 2 บก.ป. ขณะเข้าไปสืบสวนหาข่าวการเล่นพนันไก่ชน ในสนามชนไก่คลอง 5 หมู่ 14 ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จนใต้ตาแตก
เห็นประวัติ”คร่าวๆ”จึงไม่แปลกใจใช่ไหม….
ที่สำคัญก็คือ เพราะถูกเลี้ยงมาโดยไม่มีพ่อ …เนื่องจากสมพรรษา โหสกุล ผู้เป็นพ่อได้เสียชีวิตไปนานแล้ว การุณจึงถูกเลี้ยงมาโดยมารดา คือสุบรรณ ถนัดทาง ทำให้เขาเป็นคนที่กล้าประกาศต่อหน้าสาธารณะชนว่า“ผมรักแม่มาก” ด้วยการ“แช่ง”ให้“แม่ตาย”หากเขาพูดโกหก
“สันดาน”ของการุณ จึงอย่าแปลกใจที่ระบายออกมาด้วยวาจาพล่อยแบบไพร่ไม่มีการศึกษา
เพราะจนวันนี้ …มันยังไม่รู้ว่ามันเรียนจบอะไร วุฒิปริญญาตรีมสธ.ก็ถูกเพิกถอน วุฒิปริญญาโทรามคำแหงก็เลยชวด เหลือแต่วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.=ห้ามแปลว่าประวัติเสีย) โรงเรียนเทคนิคธุรกิจบัณฑิต
นี่แหละเก่ง การุณ…ที่คุณรู้จักแล้วจะอึ้ง !!!

Advertisements

สื่อตั้งฉายาสภาผู้แทนราษฎร’เถื่อน-ถ่อย-ถีบ’

สื่อมวลชนประจำ รัฐสภา ตั้งฉายาสภาผู้แทน”เถื่อน-ถ่อย-ถีบ”ประธานส.ส.”ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์” ฉายาประธานวุฒิฯ”หลักเลื่อน”และคู่กัดแห่งปี”จตุพร-วัชระ”

สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ได้ร่วมกันระดมความเห็นในการตั้งฉายาผู้ที่ทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งสองสภาคือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิก และการทำงานของ ฝ่ายนิติบัญญัติ โดยในรอบปี 2552 สื่อมวลชนประจำรัฐสภา เล็งเห็นว่าผู้ที่ทำหน้าที่นี้มีความสำคัญ ต่อการเปลี่ยนผ่านการเมืองของประเทศ หลังจากเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง จึงอาศัยเทศกาลปีใหม่นี้ ตั้งฉายาให้ฝ่ายนิติบัญญัติ ตามผลงานที่ปรากฏออกมา ในมุมมองของสื่อมวลชน

สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ขอยืนยันว่า ในการตั้งฉายารัฐสภาทุกครั้งได้ใช้เหตุผล ความบริสุทธิ์ใจ โดยพยายามหลีกเลี่ยงการใช้อคติ ปราศจากการแทรกแซงจากทุกฝ่าย สำหรับฉายาที่ตั้งขึ้นได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ของสื่อมวลชนประจำรัฐสภา โดยผลการพิจารณามีดังต่อไปนี้

ฉายาสภาผู้แทนราษฎร “ถ่อย-เถื่อน-ถีบ”

ตลอดหนึ่งปี ภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎรตกต่ำอีกครั้ง เพราะเต็มไปด้วยความมแตกแยกอย่างหนักระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล จนเกือบมีการใช้ความรุนแรง ทั้งการเปิดศึกหวิดวางมวยกลางสภากันหลายครั้ง หรือมีการโต้เถียง ท้าทายการนับองค์ประชุมกันดุเดือด ด่ากันด้วยด้วยถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมและบางครั้งถึงขั้นหยาบคายหลายคู่ ซึ่งพบถี่มากขึ้นแทบทุกเดือน เช่น กรณีนายสมคิด บาลไธสง ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ที่ยั่วฝ่ายรัฐบาลด้วยการเดินตรวจการเสียบบัตรลงคะแนนของสมาชิกรอบห้อง ประชุม จนเกือบวางมวยกับนายอภิชาติ สุภาแพ่ง ส.ส.เพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปรี่จะเข้ามาชกและยกเท้าเตรียมถีบ จนต้องเข้าห้ามกันชุลมุนท่ามกลางถ้อยคำผรุสวาทของสองฝ่าย

หรือกรณีที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อนายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย กล่าวคำหยาบคายถึงขั้นชูนิ้วกลางให้นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนจะท้าไปดวลกันนอกห้องประชุม

พฤติกรรมเหล่านี้ได้สร้างความเสื่อมทรามให้กับสภาผู้แทนราษฎรในยุคการ เมืองต่อสู้กันรุนแรง และดำเนินต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วถึงปัจจุบัน กรณีที่นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย สร้างวีรกรรมกระโดดถีบทำร้ายร่างกายนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จนศาลมีคำพิพากษาเมื่อต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ให้จำคุกนายการุณ1 เดือน รอลงอาญากำหนด 2 ปี ทั้งนี้พฤติกรรม สส.ที่ก้าวร้าวมากขึ้นนอกจากไม่เป็นแบบอย่างที่ดีของสภาผู้ทรงเกียรติแล้ว ยังมีส่วนกระตุ้นให้สังคมแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง โดยไม่ใช้หลักเหตุผล

ฉายาวุฒิสภา“ตะแกรงก้นรั่ว” 

วุฒิสภาได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสภาสูง ที่คอยตรวจสอบและกลั่นกรองการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศก็ตาม แต่หลังจากเกิดการสวิงสับขั้วทางการเมือง ภาพการตรวจสอบของวุฒิสภากลับไม่เข้มข้นเหมือนรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล จนทำให้สังคมผิดหวังกับบทบาทการตรวจสอบของวุฒิสภา เสมือนว่าทุกอย่างหยุดนิ่ง เสมอตัว เหมือนความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ

ขณะเดียวกันภาพของวุฒิสภากลายเป็นองค์กรที่คอยตอบแทนบุญคุณกลุ่มคนที่ อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น ส.ว.สรรหา หรือ ส.ว.เลือกตั้ง จนทำให้พฤติกรรมของสภาสูง ไม่แตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำให้การประชุมต้องล่มซ้ำซาก เพราะเกิดความขัดแย้งระหว่าง ส.ว.สรรหา กับส.ว.เลือกตั้ง ขณะเดียวกันยังมีการวิ่งเต้นล็อบบี้ ให้วุฒิสภาผ่านกฎหมายสำคัญของรัฐบาล ล่าสุดนายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา ได้ออกหนังสือเรื่อง “ความรับผิดชอบของสมาชิกรัฐสภาและสภาฯล่มซ้ำซาก” ระบุว่า มีการวิ่งเต้นของแกนนำกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้วุฒิผ่าน ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินโดยเร็ว จนทำให้บทบาทการตรวจสอบเหมือนกับตะแกรง ในการแยกสิ่งดีไม่ดีออกจากกัน ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงไม่ต่างจากตะแกรงก้นรั่วนั่นเอง

ฉายาประธานสภาผู้แทนราษฎร “ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์” 

ท่ามกลางสภาวะการเมืองสองขั้ว ทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต้องรับบทหนักในการทำหน้าที่ประธานควบคุมการประชุมสภาฯ ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง รุนแรง วุ่นวาย ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ด้วยชั้นเชิงที่คร่ำหวอดในสภามานาน ทำให้นายชัย ใช้บทร้อยเล่ห์ทั้งการประนีประนอม ใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม กระทั่งใช้ความอาวุโสความเป็น “พ่อเฒ่า” หลอกล่อสมาชิกรุ่นลูก ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลจนหัวหมุน หลงประเด็น โดยเฉพาะการปล่อยมุขขำขันออกมากลบประเด็นจนช่วยผ่อนคลาย บรรยากาศตึงเครียดระหว่างการประชุม และประคองไม่ให้การประชุมล่มได้หลายครั้ง การทำหน้าที่ของนายชัยด้วยชั้นเชิงที่แพรวพราวดัง “ตลกเฒ่าร้อยเล่ห์” นี่เอง จึงทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลส่วนใหญ่ต่างยอมรับกับบทบาทการทำหน้าที่ของนายชัยใน การทำหน้าที่ประธานการประชุม

ฉายาประธานวุฒิสภา “ประธานหลักเลื่อน”

ด้วยต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่เดิม และส.ว.ส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของวุฒิสภา เพราะเคยเป็นถึงอดีตประธานศาลอุทธรณ์ ทุกฝ่ายจึงต่างคาดหวังว่าการทำหน้าที่ประธานวุฒิสภาของนายประสพสุข บุญเดช จะสามารถเป็นเสาหลักให้กับสภาสูงได้ แต่บทบาทของประธานวุฒิสภาหลายครั้งได้สร้างความผิดหวังกับสังคม เช่น กรณีการเป็นตัวแทนของฝ่าย ส.ว.เข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน เพื่อหาทางออกปัญหาความขัดแย้งในสังคม กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อถูกทักท้วงจากสมาชิกบางส่วน ว่าไม่ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของวุฒิสภา ทำให้นายประสพสุข ไม่กล้าตัดสินใจใช้อำนาจในฐานประมุขของสภาสูงในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ ของส่วนรวม และบ่อยครั้งมักจะโอนเอนไปตามแรงกดดันของสังคมหรือเกมการเมือง ทำให้เกิดภาวะเลื่อนลอย เปรียบเหมือนหลักยึดที่เลื่อนไป-มาตามแรงกดดัน จนขาดภาวะผู้นำของสภาสูง ขณะเดียวกันท่ามกลางประเทศประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ ประธานวุฒิสภา กลับพาสมาชิกไปดูงานต่างประเทศ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม แทนที่จะทำเป็นตัวอย่าง กลับทำเสียเอง

ดาวเด่น “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย 

บทบาทที่ผ่านมาของนพ.ชลน่าน ต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภาฯถือว่ามีความโดดเด่น โดยเฉพาะการอภิปรายในสภาฯที่ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาฯมาเป็นเครื่องมือใน การแสดงความคิดเห็นเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้นอภิปรายรัฐบาลด้วยการใช้วาทศิลป์เป็นสำคัญ ทำให้การประชุมไม่สามารถดำเนินการไปได้ ขณะเดียวกันแม้ว่าจะมีบางประเด็นที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล อย่างเช่นการอภิปรายเกี่ยวกับข้อกฎหมาย ซึ่งนพ.ชลน่านก็สามารถยกข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายมาหักล้างได้ในหลาย ประเด็น โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับงบประมาณที่ผ่านมา
ดาวดับ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย”

เคยมีวลีที่รู้กันอยู่ในวงการเมืองว่า ถ้าไปทะเลเจอฉลาม แต่มาสภาฯเจอเฉลิม ที่ผ่านมาร.ต.อ.เฉลิม เป็นบุคคลที่หากใครเป็นรัฐบาลแล้วร.ต.อ.เฉลิมเป็นฝ่ายค้านจะมีการทำหน้าที่ ทั้งในสภาฯและนอกสภาฯในการตรวจสอบการทำงานในสภาฯอย่างเข้มข้น ด้วยข้อมูลที่สร้างความสั่นสะเทือนให้คนที่เป็นรัฐบาลได้พอสมควร แต่ปรากฏว่าร.ต.อ.เฉลิมในวันนี้กลายเป็นดาวอับแสง ด้วยบทบาทการทำหน้าที่ของตนเองที่แทบจะหาสาระหลักไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายหรือการยื่นกระทู้ถามในสภาฯ กับไม่ได้แสดงความเป็นขุนศึกของฝ่ายค้านได้อย่างที่สมศักดิ์ศรี มีแต่วาทะที่เชือดเฉือนกระแนะกระแหนไปยังฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะพุ่งเป้าไปที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มุ่งไปที่เนื้อหาสาระของการอภิปรายที่เคยทำได้อย่างโดดเด่นเหมือนที่ ผ่านมา

เหตุการณ์เด่นแห่งปี “การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อหาทางออกกรณีวิกฤตการเมือง”

เหตุการณ์แห่งปีต้องยกให้กับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 22-23 เม.ย.2552เพื่อพิจารณาญัตติด่วนที่รัฐบาลขอคำเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อหา ทางออกในการแก้ไขวิกฤตการทางการเมืองหลังเกิดเหตุการณ์ “สงกรานต์จลาจล” หลายฝ่ายคาดหวังว่า การประชุมรัฐสภานัดนี้ จะช่วยให้ความตึงเครียดทางการเมืองลดอุณหภูมิลง
แต่ปรากฎว่า เวทีรัฐสภากลับไม่เป็นที่พึ่งหวังในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะไม่ได้เป็นการประชุมอย่างสร้างสรรค์ หลายประเด็นที่หยิบมาพูด และมีการถ่ายทอดสดด้วยนั้นถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อมูลและปลุกระดมซ้ำ ทั้งกรณีรถแก๊ส , การป่วนเมืองที่มาจากกลุ่มที่มีความขัดแย้งกันอยู่ เนื้อหาการอภิปรายมุ่งเอาชนคะคานกันด้วยคำพูด กล่าวหากันโดยไม่มีหลักฐานข้อพิสูจน์ ทำให้เกิดการประท้วงวุ่นวาย เพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งในสังคมมากขึ้นไปอีก และแม้ผลสรุปของการประชุมรัฐสภาจะมีการตั้งคณะกรรมการสองชุด คือ คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การชุมนุม แต่จนถึงวันนี้ก็ไม่มีผลความคืบหน้าในการปฏิบัติเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ขณะที่ความรุนแรงทางสังคมยังคงอยู่

วาทะแห่งปี “พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม”

วาทะดังกล่าวส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบมาพูดหลายครั้งเพื่อยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้กระทำทุจริตหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกพ.ต.ท.ทักษิณ 2 ปีในคดีทุจริตที่ดินรัชดา ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้หยิบวาทะนี้มาพูดในสภา ระหว่างตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ต.ค. เรื่องการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนโดยระบุว่า “ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยทำทุจริต ที่ถูกศาลตัดสินเป็นเรื่องทำสิ่งที่กฎหมายห้าม แต่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ” พร้อมทั้งท้าทายว่า หากเป็นเรื่องทุจริตจริงจะเอาปริญญาเอกนิติศาสตร์ไปคืนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่ง วาทะดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นเด่นชัดว่า เป็นการเลี่ยงบาลี บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้ประชาชนเกิดความสับสนในคำพิพากษาศาลฎีกา และเป็นการสะท้อนจุดยืนและบรรทัดฐานทางการเมือง ของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ไม่สมกับอวดอ้างสรรพคุณตัวเองว่า” จบด๊อกเตอร์ด้านกฎหมาย”

คู่กัดแห่งปี “นายจตุพร พรหมพันธุ์ -นายวัชระ เพชรทอง” 

นักการเมืองคู่นี้เป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกัน แต่เมื่อมาอยู่ต่างพรรคต่างขั้ว ทำให้วิถีทางการต่อสู้ทางการเมืองต้องเข้าห้ำหั่นกัน ด้วยความที่รู้ไส้รู้พุงกันตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาทำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ มักมีประเด็นวิวาทะกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันมาโดยตลอด บางจังหวะเลยเถิดไปถึงการพาดพิงบุพการี ทำให้อุณหภูมิในสภาเดือดดาลอยู่หลายครั้ง จนบางครั้งหวุดหวิดที่จะวางมวยกันในสภาฯ นอกจากนั้นไม่พอ นายจตุพรและนายวัชระยังออกมาท้าทายกันที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภาเป็นประจำ จึงทำให้ศึกสายเลือดระหว่าง ส.ส.หนุ่มคู่นี้จึงถูกยกให้เป็นคู่กัดแห่งปี

คนดีศรีสภาฯ”เจริญ คันธวงศ์” ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาการทำงานของสภาฯในรอบปีที่ผ่านมาเรื่องที่ใหญ่ที่สุดคือ สภาล่มบ่อยครั้ง 11 เดือน 11 ครั้ง เพราะส.ส.ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อหน้าที่ไม่เข้าประชุมสภาฯทำให้งานสภาฯเดิน หน้าไปไม่ได้ แต่นายเจริญ ซึ่งมีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งที่ขั้วตับ กลับเข้าประชุมสภาและร่วมลงมติผ่านกฎหมาย 88 ครั้งจากการประชุมสภา การลงมติ 100 ครั้ง และในช่วงก่อนปิดสมัยการประชุม ที่เกิดเหตุการณ์สภาล่มติดกันซ้ำซาก นายเจริญยังได้เข้าร่วมประชุมด้วยทั้งที่พึ่งเข้ารับการผ่าตัดโรคมะเร็งก่อน หน้านี้ 1 วัน จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นคนดีศรีสภา เพื่อเป็นตัวอย่างของคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างสม ศักดิ์ศรี

ฉายาผู้นำฝ่ายค้าน -ไม่มีการตั้งฉายา

หลังจากพรรคประชาธิปัตย์ จับมือพรรคต่างๆ พลิกขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลได้โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยเสียงข้างมากให้นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 15 ธ.ค. 2551 ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน อย่างไรก็ดี การที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งจัดตั้งหลังจากคดียุบพรรคพลังประชาชน ไม่ตั้งหัวหน้าพรรคจากบุคคลที่เป็นส.ส.อยู่ในสภา ทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 110 บัญญัติว่า ผู้นำฝ่ายค้านคือ ส.ส.ผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่ส.ส.สังกัดของพรรคตนมิ ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และมีจำนวนมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองที่ส.ส.ในสังกัดมิได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรี แต่ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทน ราษฎรในขณะแต่งตั้ง เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

กรณีดังกล่าว สื่อมวลชนประจำรัฐสภา จึงมีมติเอกฉันท์ งดการตั้งฉายาผู้นำฝ่ายค้าน ในฉายารัฐสภาประจำปี 52

ตบลูกชาย ลีน่า จัง หัวขะมำ เก่ง การุณ โทรเคลียร์ตำรวจ

อ้างเป็น ผกก. ตบลูกชาย “ลีน่า จังจรรจา” หัวคะมำ ตำรวจรับแจ้งไปถึงได้ยินกำลังอ้างตัวเป็น ผกก.ยังไม่กล้า เดินหนีไปดื้อๆ แถมกลับไปจับลูกชายลีน่าอีก แต่ระหว่างเป็นคดีความอยู่บนโรงพัก “เก่ง การุณ” โทรศัพท์ขอเคลียร์ไม่ให้ตำรวจดำเนินคดีคู่กรณี แต่ลีน่าไม่ยอม เลยต้องหน้าม้านกลับไป

4 ก.พ.ที่ผ่านมา เมื่อเวลา 17.00 น. จ.ส.ต.มนัส จีรัง ผบ.หมู่ ป. ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจ สน.สามเสน รับแจ้งให้ไประงวับเหตุทะเลาะวิวาทถึงขั้นชกต่อยกันที่บริเวณร้านแมคโดนัลด์ ฝั่งนตรงข้ามโรงเรียนเซนต์คาเบรียล แขวงสามเสน เขตดุสิต กทม. จึงรุดไปตรวจสอบ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบ นายวิชชู แสงพรศรีอรุณ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120/112 ถนนราชปรารภ แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กทม. ลูกชายนางลีน่า จังจรรจา อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และส.ว.หลายสมัย ในสภาพสะบักสะบอม ใบหน้าด้านซ้ายมีรอยถูกทำร้ายเป็นผื่นแดง นอกจากนี้ยังพบคู่กรณี ทราบภายหลังชื่อ นายชัยรัตน์ เชิดชูสกุลชัย อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 176 ซอยลาดพร้าว 64 แขวงและเขตวังทองหลาง กทม. จ.ส.ต.มนัส จึงเชิญตัวทั้งคู่ไปพบ ร.ต.ท.สมชาย เชาวนะ พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.สามเสน ทำการสอบปากคำ

จากการสอบปากคำ นายวิชชูให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้เดินทางมาขายการ์ดเกมยี่ห้อยูกิโอ ที่ร้านแมคโดนัลด์ดังกล่าว ระหว่างนั้นมีนักเรียนซึ่งเป็นลูกค้ามารุมซื้อสินค้าหลายคน จากนั้นมีเด็กคนหนึ่งเดินมาบอกตนว่าพ่อต้องการพบ ตนจึงเดินไปหาที่หน้าประตูก็พบนายชัยรัตน์ยืนรออยู่

“เมื่อผมไปที่หน้าร้าน นายชัยรัตน์ถามผมว่ามาขายอะไรให้ลูกเขา ลูกสั่งซื้ออะไรไว้หรือเปล่า ผมก็บอกว่าไม่ได้สั่งซื้ออะไรไว้ จากนั้นนายชัยรัตน์บอกว่าเอาเบอร์มึงมา ผมก็ถามไปว่าเอาไปทำอะไร นายชัยรัตน์ไม่ตอบ กลับบอกว่าเอาบัตรประชาชนมึงมา ผมก็เลยบอกว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ พร้อมทั้งเดินกลับมานั่งที่โต๊ะเดิมภายในร้านเพื่อดูแลลูกค้าต่อ แต่นายชัยรัตน์เดินตามมาที่โต๊ะ พร้อมกระชากไหล่ผมจนตกจากเก้าอี้ และถามผมว่ามึงกวนตีนกูใช่ไหม กูไม่มีสิทธิ์จะเอาเบอร์กับบัตรประชาชนมึงใช่ไหม พร้อมกับกำมือตบหน้าผมจนล้มลง แถมยังกระชากคอเสื้อผมขึ้นมาตบอีกครั้ง ผมจึงถามไปว่าทำไมต้องทำกับผมถึงขนาดนี้ครับ

แต่นายชัยรัตน์กลับเอาถาดพลาสติกของร้านฟาดศีรษะผมอีก 2 ครั้ง แล้วขู่ว่าทำไมกูจะทำ จากนั้น นายชัยรัตน์กระชากผมไปพร้อมกับบอกว่า มึงออกไปข้างนอกกับกู แล้วก็ผลักผมไปติดราวเหล็กข้างนอก แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะให้ตำรวจมารับตัว สักพักผมก็เห็นตำรวจมา 2 นายมา ผมจึงโทรศัพท์หาแม่ ซึ่งนายชัยรัตน์หยิบกระดาษแข็งขึ้นมา 1 ใบคล้ายนามบัตร มีตราครุฑ กับรูปของเขาให้ผมดู แล้วพูดว่ามึงดูเอาไว้ ดูตำแหน่งของกู พอผมจะสังเกตดูว่าตำแหน่งอะไร ก็รีบดึงบัตรกลับไป พร้อมกับตะโกนใส่ผมว่ากูเป็นผู้กำกับรุ่น 38 มึงจะโทร.ไปหาใครก็ไม่มีใครใหญ่กว่ากูแน่นอน” นายวิชชูให้การ

นายวิชชูให้การต่อว่า ขณะนั้นเมื่อตำรวจสายตรวจมาถึง พอดีกับที่นายชัยรัตน์อ้างตัวว่าเป็นผู้กำกับ ตำรวจทั้ง 2 นายก็เดินหนีหายไป และพาตำรวจอีกคนกลับมา นายชัยรัตน์จึงบอกให้ตำรวจจับตนไป โดยบอกว่าหลอกขายของเด็ก ซึ่งตนอธิบายไปว่าจะจับข้อหาอะไร เขาต่างหากที่ทำร้ายร่างกายตน อีกทั้งตนเป็นตัวแทนจำหน่ายการ์ดเกมอย่างถูกต้อง แต่ตำรวจพวกนั้นกับบอกว่า “ไม่เห็น ไม่มีหลักฐานทำร้ายร่างกาย” เมื่อเป็นเช่นนั้น ตนจึงรีบโทรศัพท์แจ้งให้มารดารีบเดินทางมายังโรงพัก

ต่อมาขณะที่ ร.ต.ท.สมชาย กำลังสอบปากคำนายวิชชูอยู่นั้น ปรากฏว่ามีโทรศัพท์ขอสายพนักงานสอบสวน อ้างว่าเป็นนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย จะขอเจรจาเรื่องคดีความ แต่ ร.ต.ท.สมชายได้โอนสายให้นางลีน่า จังจรรจา ซึ่งเดินทางมาถึงแล้วเป็นผู้เจรจาแทน โดยนายการุณได้ขอไม่ให้ดำเนินคดีกับนายชัยรัตน์ แต่นางลีน่าปฏิเสธไป พร้อมทั้งยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และให้นายชัยรัตน์มาขอโทษลูกชายตนต่อหน้าสื่อมวลชน

หลังจากที่นายการุณวางสายไป นางลีน่ากล่าวว่า นายการุณได้ขอให้ตนไม่เอาเรื่องกับนายชัยรัตน์ เนื่องจากเห็นว่า ตนกับนายการุณรู้จักกันมาก่อนสมัยบเคยเคลื่อนไหวให้เอารัฐธรรมนูญปี 40 มาใช้ด้วยกัน แต่ตนได้ปฏิเสธไป โดยบอกว่าจะต้องให้นายชัยรัตน์มารขอโทษลูกชายตนต่อหน้าสื่อมวลชน แต่นายการุณกลับบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่ได้

“ดิฉันจะจี้ตำรวจให้ดำเนินคดีต่อนายชัยรัตน์ ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้กำกับรุ่น 38 อีกทั้งจะดำเนินคดีกับตำรวจ 2 นาย ที่เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุแล้ว แต่พอได้ยินนายชัยรัตน์พูดว่าเป็นผู้กำกับรุ่น 38 กลับเดินหนีหายไป ทั้งยังมาจับลูกชายดิฉัน แทนที่จะจับนายชัยรัตน์มาดำเนินคดี” นางลีน่ากล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่พนักงานสอบสวนได้แยกสอบปากคำคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายอยู่นั้น นายชัยรัตน์ได้ขอตัวตำรวจกลับไปส่งลูกที่บ้าน จากนั้นก็ไม่กลับมาอีก ปล่อยให้ฝ่ายนางลีน่าอยู่ที่โรงพักเพียงฝ่ายเดียว

ด้าน พ.ต.ท.ชยุธ มารยาทตร์ รอง ผกก.สส.สน.สามเสน กล่าวว่า คดีนี้ พ.ต.ท.เทิดศักดิ์ ทักษีมา พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.สามเสน ได้รับเรื่องเป็นคดีความแล้ว โดยทางพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหานายชัยรัตน์ 3 ข้อหา ด้วยกัน ประกอบด้วยทำร้ายร่างกาย ,กักขังหน่วงเหนี่ยว และหมิ่นประมาท

พ.ต.ท.ชยุธ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะให้พนักงานสอบสวนเรียกคู่กรณีทั้งคู่มาสอบปากคำเพิ่มเติมและจะ ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย โดยจะต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน สำหรับเรื่องที่ว่าขณะพนักงานสอบสวนกำลังสอบปากคำผู้เสียหายอยู่ แล้วนายการุณ โหสกุล โทรศัพท์เข้ามาขอเคลียร์หรือไม่นั้นตนไม่ทราบ ส่วนเรื่องที่นายชัยรัตน์ อ้างตัวว่าเป็น ผกก.รุ่น 38 นั้น น่าจะเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่า

สส.เก่ง การุณ บอก ทหารอากาศ 90% หนุนเสื้อแดง ยังไงเสื้อแดงก็เว้น ทอ. ไว้หน่อยนะครับ

สส.เก่ง การุณ บอก ทหารอากาศ 90% หนุนเสื้อแดง ยังไงเสื้อแดงก็เว้น ทอ. ไว้หน่อยนะครั

เมื่อวานวันไล่ป๋า หน้า ทอ เก่งการุณ รู้กลัวเสื้อแดงหลงผิดไปด่าพวกกันเอง เลยขึ้นเวที บอก ป๋า+มาร์ค ไม่มา แล้วบอกว่าอย่าไปด่าทหารอากาศ เพราะ90% หนุน เสื้อแดง หนุน สส.เพื่อไทย ในเขตนั้น ก็ขอทำความเข้าใจกับคนเสื้อแดงที่ไม่ชอบทหารอากาศด้วย จะได้ไม่ไปด่าพวกกันเอง พวกทหารอากาศเขาทำตามนาย ที่อยู่ข้างบนไม่กี่คนเท่านั้นที่อำมาต วางตัวไว้ พวกทหารอากาศ90% ที่อยู่ส่วนล่าง ต้องทำตามคำสั่ง จะมาแสดงออกว่าเป็นเสื้อแดงไม่ได้ แม้เก่งการุณจะขึ้นไปบอกว่าป๋า+มาร์คไม่มา แม้มันจะมาทีหลัง ก็ทำให้เสื้อแดงบางคนไม่พอใจ โทรไปด่าเก่งการุณอีกแหนะ – -* ทั้งๆที่เก่งรู้ทิศทางลมดี เสื้อแดงจะได้ไม่เสียมวลชนไปมากกว่านี้

ฉะนั้นเวลาเราจะไปชุมนุมด่าใคร ต้องสืบทราบก่อน จะได้ไม่หลงไปด่าพวกเดียวกัน แล้ววันนี้เสื้อแดงก็ขนคนไปราบ11(ก่อนไปอนุเสาวรีย์ปชต) ไปด่าทหารบกอีกหน้าค่าย ก็อย่าไปด่าเหมารวมละ เพราะทหารระดับล่างๆ ก็แดงทั้งนั้น ได้ข่าวว่าเอาน้ำไปสาดเขาอีกแหนะ ผู้นำไปก็ 2คนที่ขึ้นเวทีเสื้อแดงที่มอบเงินหมื่นนึง ให้ขวัญชัย ที่ออกทีวีเมื่อกี้อะ ฝากไปบอกด้วย – -*

แดงป่วนสภา-ครม.หนีตาย

“การุณ”โวยสห.สุเทพถือปืนเข้าสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.45 น. ที่บริเวณหน้าห้องโถงชั้นสอง หน้าห้องประชุมสภา ซึ่งมีบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และส.ส.พรรคเพื่อไทยยืนออกันอยู่ด้านหน้า ปรากฏว่า นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ได้ตะโกนขึ้นมาว่า “ในเขตพระราชฐาน สารวัตรทหาร ไม่มีสิทธิพกปืน” ทำให้ทุกคนหันไปมองว่ามีใครพกปืน ซึ่งนายการุณ ได้ตะโกนอีกว่า พกเอ็ม 16 เข้ามาในสถานที่นี้ไม่ได้

ทั้งนี้ ปรากฏว่า สารวัตรทหาร (สห.) ซึ่งเป็นผู้ขับรถนำขบวนของนายสุเทพ เป็นคนถือปืน ทำให้นายการุณไม่พอใจ และตะโกนลั่น ซึ่งขณะ สห.คนดังกล่าวเดินออกไปยังด้านนอกอาคารรัฐสภา บริเวณชั้นสอง นายการุณก็ยังคงตะโกนว่า สห.มีปืน ทำให้กลุ่มการ์ดเสื้อแดง 10 คนรุมเข้าจับตัว และมีการแย่งปืนอย่างอลหม่าน พร้อมทั้งมีการทำร้ายร่างกาย สห.ด้วย จน สห.หน้าบวมแดง และสามารถยึดปืนสั้น 1 กระบอก และปืนยาว 1 กระบอก แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลจะขอปืนคืน แต่ทางการ์ด นปช.ก็ไม่ยอม และได้ปลดเซฟและถอดกระสุนออก ก่อนนำปืนไปให้นายอริสมันต์ ที่อยู่บนรถปราศรัยด้านประตูรัฐสภา

ต่อมา พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ได้เข้าเจรจา และคุม สห.คนดังกล่าวไปสอบสวน โดยส.ส.เพื่อไทยหลายคน เข้าร่วมด้วย ภายหลังการเจรจา พล.ต.ท.สัณฐาน เปิดเผยว่า จากการสอบสวน สห.ที่นำอาวุธเข้ามายังอาคารรัฐสภา เป็นเรื่องที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา จะต้องประมวลเรื่องและส่งให้ตำรวจท้องที่ทำหน้าที่ในการดำเนินการต่อไป ส่วนที่มาที่ไปเนื่องจาก สห.คนดังกล่าว ตกใจกลัวว่าผู้ชุมนุมจะเข้ามาค้นรถติดตามของนายสุเทพ ซึ่งมีอาวุธอยู่ในรถ ทำให้ต้องนำอาวุธมาเก็บในสภา เพื่อความปลอดภัย

ร้องสายด่วนกทม. ‘ส.ส. การุณ’หลอกเดินเทิดพระเกียรติ14มี.ค.

“กทม.”เผยผลสายด่วน 1555 แจ้งเรื่องม็อบเพียบ ระบุรับแจ้ง ส.ส.การุณ ขึ้นป้ายเดินเทิดพระเกียรติ 14 มี.ค. หวั่นกลัวถูกหลอกร่วมชุมนุม

นาย ยศศักดิ์ คงมาก ผู้อำนวยการสำนักงานปกครองและทะเบียน ฐานะโฆษกศูนย์รักษาความปลอดภัยกรุงเทพมหานคร (ศรภ.กทม.) สายด่วน 1555 เปิดเผยว่ามีประชาชนแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคง และร้องทุกข์เรื่องผ่านทางสายด่วน 1555 รอบวันที่ 12 มี.ค. เวลา 00.00-12.00 น. รวมทั้งสิ้น 513 ราย แบ่งเป็น 1.เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความมั่นคง 15 ราย,

2.เรื่องเสนอแนะเกี่ยวกับความมั่นคง 16 ราย อาทิ บริเวณตลาดสำโรง จ.สมุทรปราการ มีการว่าจ้างแรงงานต่างด้าวให้มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงวัน ที่ 14 มี.ค. , ประชาชนที่อาศัยในซอยเพชรบุรี 7 เขตราชเทวี อยากขอกำลังทหารไปดูแล เพราะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามไม่กล้ามาละมาด เนื่องจากกลัวกลุ่มเสื้อแดงไป ทำร้าย , นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ขึ้นป้ายชวนประชาชนเดินเทิดพระเกียรติ ในวันที่ 14 มี.ค. ที่หมู่บ้านปิ่นเจริญ 2 เขตบางเขน ซึ่งประชาชนกังวลว่าจะเป็นการไม่เหมาะสม และถูกหลอก , เสนอให้รัฐบาลปิดสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ช่องดีทีวี และไอทีเอ็ม เนื่องจากมีเนื้อหาปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ

3. ร้องเรียนเรื่องทั่วไป 30 ราย และ4. สอบถามข้อมูล-ติดตามผลการแก้ไขเรื่องร้องเรียนทั่วไป 399 ราย ทั้งนี้จากสถิติร้องเรียนผ่านสายด่วนตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. พบมีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 18,797 ราย โดยมีเรื่องความมั่นคงทั้งหมด 109 ราย

นายยศศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 13 มี.ค.นี้ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเดินทางมาตรวจราชการที่ศาลาว่าการกทม. ด้วย

ปูดพท.ลงขันพาสื่ออาบน้ำ-‘เก่ง’รับเรี่ยไร 8หมื่นอยู่ครบ

“การุณ-อนุ ดิษฐ”ส.ส.กรุงเทพฯ แจงข่าวพท.ลงขัน”เจ๊แดง”ควักด้วย ให้นักข่าวอาบ อบ นวด เฉ”เด็จพี่”เคยพูดจะพาเที่ยวน้ำตกเป็นของขวัญปีใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังงานเลี้ยงฉลองต้อนรับปีใหม่ของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อค่ำวานนี้(23 ธ.ค.) มีกระแสข่าวระบว่า นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพฯ ได้เรี่ยไรเงินจากสมาชิกพรรคฯ นำมาให้กับสื่อมวลชนทีวีช่องหนึ่งเพื่อนำไปแจกจ่ายไปอาบ อบ นวด หลังงานเลี้ยงใกล้จบ

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ได้เชิญนายการุ ณมาสอบถามข้อเท็จจริง ซึ่งนายการุณได้พา น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย มาร่วมชี้แจงด้วย นายการุณกล่าวน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า เขานั่งร่วมโต๊ะกับสื่อมวลชน ซึ่งก็มีพี่สื่อมวลชนพูดขึ้นมาว่าปีใหม่แล้วจะไม่มีอะไรให้บ้างเลยหรือ ด้วยความบริสุทธิ์ใจเห็นสื่อมวลชนทำงานมาตลอดปี น่าจะมีอะไรตอบแทนบ้าง

นายการุณ กล่าวต่อว่า จึงได้เอาหมวกออกมาแล้วก็ใส่เงินลงไปก่อนคนแรก จากนั้นก็เดินเรี่ยไรจากส.ส.พรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ ก็มีหลายคนที่ให้ เช่น นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน นายอุดมเดช รัตนเสถียร น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว น.อ.อนุดิษฐ์ และก็มีคนอื่นๆ อีกก็ให้คนละพันสองพัน บางคนก็สามพัน แต่ตนไม่ได้บอกว่าเอาเงินดังกล่าวไปทำอะไร ซึ่งปกติก็เคยขอเงินกับพี่ ส.ส.ในพรรคอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็ควักเงินให้โดยไม่ได้ถามอะไร ครั้งนี้ก็ได้มาจำนวนหนึ่งและมอบให้สื่อสายโทรทัศน์ช่องหนึ่งไป แต่ไม่ได้คิดอะไรหรือมีเจตนาเป็นอื่น

“ขอยืนยันว่าผมเองคุยกันในกลุ่มเพื่อทำ สิ่งที่ดี ๆ ซึ่งมันไม่มีอะไร ยืนยันไม่ได้มอบเงินให้กับสื่อทีวีบางช่องแต่อย่างไร เงินที่รวบรวมก็ยังอยู่ครบไม่ได้มอบให้ใคร” นายการุณ อ้างย้ำ

เมื่อถามว่าข่าวที่ออกมาบอกว่าให้สื่อมวลชนช่องหนึ่ง นายการุณ ตอบว่ากระแสข่าวออกมาอย่างนั้น แต่ไม่ได้ออกมาจากปากตน

เมื่อถามต่อว่า นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยระบุเอาเงินให้นักข่าวไปอาบน้ำ นายการุณกล่าวว่าน่าจะเป็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นว่าโฆษกฯเคยบอกว่าจะพานักข่าวไปเที่ยวน้ำตก หรือทะเล อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันได้ว่าตนคิดดี ไม่ทำให้ใครเสียหาย และเงินที่ได้ตอนนี้มีจำนวน 7-8 หมื่นบาท ก็ยังไม่ได้ใช้อะไร หากไม่ได้ใช้ก็จะนำไปทำกิจกรรมของพรรค

เมื่อถามว่าเป็นไปได้ว่านายพร้อมพงศ์พูดไปเพราะสนุกปาก นายการุณกล่าวว่าคงไม่ใช่อย่างนั้น ซึ่งข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้ตอบโต้กับนายการุญ โดยแย้งว่าตามจรรยาบรรณไม่สามารถรับเงินได้ และผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องนี้ นายการุณจึงยกมือไหว้ และกล่าวขอโทษ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้คิดอะไรหรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง

แต่ผู้สื่อข่าวแย้งว่า แต่จำนวนเงินครั้งนี้เยอะ อาจทำให้ ส.ส.คนอื่นมองผู้สื่อข่าวไม่ดี นายการุณ จึงกล่าวว่า ถ้าเป็นแบบนี้แล้วผู้สื่อข่าวไม่สบายใจ ต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีก

นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ ชี้แจงว่าเหตุที่ตนเอาเงินให้นายการุณเรี่ยไรก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติที่ผ่านมานายการุณ ก็เคยขอเงินส.ส.ของพวกตน ทุกคนรู้กันดีว่าชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปไหนมาไหนก็จะซื้อของติดไม้ติดมือมา ฝาก และเห็นว่า นายการุณไม่มีเจตนาเสื่อมเสียอะไร

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ชี้แจงกับ น.อ.อนุดิษฐว่า ต้องเข้าใจการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วย ถ้าทำอย่างนี้อีกจะทำให้ส.ส.หลายคนมองสื่อไม่ดี ซึ่งน.อ.อนุดิษฐ ก็ยอมรับ

ดีเอสไอนัด’จตุพร-การุณ-วิเชียร’ขอหมายขัง

ดีเอสไอนัด3ส.ส. เพื่อไทย ‘จตุพร-การุณ-วิเชียร’ขอหมายขังจากศาลอาญา 8 มิ.ย. หากศาลไม่ให้ประกันต้องส่งเข้าเรือนจำ ด้าน’สถาพร’รุดเข้ามอบตัว

นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยภายหลังประชุมพนักงานสอบสวนในคดีก่อการร้าย ว่า คณะพนักงานสอบสวนมีมติที่จะดำเนินการกับผู้ต้องหา 3 ราย ที่เป็นส.ส.พรรคเพื่อไทย คือนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายวิเชียร ขาวขำ และนายการุณ โหสกุล โดยจะปฏิบัติในมาตรฐานเดียวกับผู้ต้องหาอื่นทั้ง 39 ราย ซึ่งจะมีการขอหมายจับและฝากขัง แต่เนื่องจากผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนแล้ว ขั้นตอนการจับกุมจึงไม่มีความจำเป็น ดังนั้นในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ ดีเอสไอจะขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ซึ่งในวันที่ 3 มิ.ย. จะทำหนังสือถึงผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย เพื่อนัดให้ไปพบพนักงานสอบสวนที่ศาลอาญาในวันที่ 8 มิ.ย. เวลา 9.00 น. จากนั้นจะนำตัวผู้ต้องหาขออำนาจศาลฝากขัง โดยดีเอสไอจะแนบคำร้องขอคัดค้านการประกันตัว ส่วนเรื่องการให้ประกันตัวถือเป็นดุลยพินิจของศาลอาญา หากศาลไม่ให้ประกันตัวตามขั้นตอนจะต้องส่งตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

นายธาริต กล่าวถึงส.ส.พรรคเพื่อไทยรายอื่นๆ ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อความไม่สงบ ซึ่งเป็นสำนวนคดีพิเศษรวม 132 คดี ว่า ล่าสุดนายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย ได้เข้ามอบตัวที่ดีเอสไอ ตามที่ได้ถูกแจ้งข้อหามั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดการ วุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และกระทำการด้วยวาจาอันมิใช่การกระทำในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญหรือมิใช่ แสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล และเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อ ความไม่สงบขึ้นในราชขอาณาจักร นอกจากนี้นางศิริวรรณ นิมิตรศิลป์ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายก็ได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวเช่นกัน

นายธาริต กล่าวอีกว่า ขณะนี้ดีเอสไอได้กันบุคคลที่เข้าให้เบาะแสเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ หลายรายไว้เป็นพยานในคดีอาญา โดยมีการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด จัดที่พักพิงให้อย่างหมาะสม จึงขอให้ผู้ที่ต้องการเข้าให้การเป็นพยานซึ่งอาจจะมีคลิปภาพนิ่ง หรือภาพเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อการร้ายให้ติดต่อมาที่ดีเอสไอ โดยพนักงานสอบสวนพร้อมให้การคุ้มครองในฐานะพยานทั้งมาตรการชั่วคราวและถาวร ซึ่งจะเป็นมาตรการเกียวกับที่ใช้ดูแลนายอภิสิทธิ์ แสนแก้ว อายุ 15 ปี ที่ได้กันตัวไว้เป็นพยานก่อนหน้านี้

ศาลฝากขัง2ส.ส.พท.-นัดฟังค้านประกัน23มิ.ย.

ศาลอนุมัติฝาก ขัง”จตุพร-การุณ”ครั้งที่2 ข้อหาก่อการร้าย “ดีเอสไอ”ค้านประกันตัว ศาลไต่สวน2ฝ่ายแล้ว นัดฟังคำสั่งคันประกันตัว 23มิ.ย.

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.00 น. พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มายื่นคำร้องขออนุญาตฝากขัง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง นปช. และนายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาคดีร่วมกันใช้หรือสนับสนุนผู้อื่นให้กระทำความผิดฐานก่อการร้าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1-3 เป็นครั้งที่ 2 เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค.เนื่องจากการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ

ขณะที่ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้ยื่น คัดค้านการประกันตัวนายจตุพรด้วย เนื่องจากเห็นมีพฤติการณ์เป็นผู้นำมวลชนจาก จ.เพชรบุรีมายังศาลอาญา

ขณะที่ ทนายความของกลุ่มนปช.ได้ยื่นคัดค้านคำร้องของพนักงานสอบสวนดีเอสไอดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ล่าสุด ศาลอาญาได้อนุญาตให้ฝากขัง นายจตุพร และ นายการุณ ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย ครั้งที่ 2 เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. ถึง 1 ก.ค. ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ

ส่วนที่พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการให้ประกันตัวนายจตุพร ศาลนัดไต่สวนวันนี้เวลา 13.30 น.

ศาลนัดฟังคำสั่งยื่นค้านประกันตัว 23 มิ.ย.

ต่อมา เวลา 15.41 น. ศาลอาญาได้มีคำสั่งนัดฟังคำสั่งที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ยื่นคัดค้านประกันตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ผู้ต้องหาก่อการร้าย วันที่ 23 มิ.ย. เวลา 09.30 น.

โดยวันนี้ นายธานินท์ เปรมปรีด์ พนักงานสวนดีเอสไอ ได้เป็นพยานไต่สวนยื่นคัดค้าน ส่วน นายองอาจ คำทอง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นายจตุพร , นายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. และนายสุภาพ เพชรศรี นายประกันของนายจตุพร ได้เป็นพยานไต่สวนเพื่อคัดค้านคำร้องดีเอสไอ

‘การุณ’มอบตัวต่อดีเอสไอ สู้คดีก่อการร้าย

“การุณ โหสกุล” เข้ามอบตัว ดีเอสไอ ปฏิเสธข้อหาก่อการร้าย ขอเวลา 30 วัน ส่งหลักฐานสู้คดี

นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.ถวัล มั่งคั่ง พนักงานสอบสวนคดีก่อการ้าย เพื่อมอบตัวและรับทราบข้อกล่าวหาคดีก่อการร้าย เนื่องจากพนักงานอัยการคดีพิเศษ เห็นชอบตามความเห็นของ ดีเอสไอ ในการยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายล็อต 3 ซึ่งศาลอาญานัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 2 มิ.ย. นี้ โดยนายการุณเป็น1 ใน20 รายชื่อที่จะถูกขอออกหมายจับ จึงแสดงตนเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อยืนยันว่าพร้อมให้เข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมและจะมาพบพนักงานสอบสวนตามนัดหมาย

นายการุณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนกว่า 2 ชั่วโมงว่า ตนได้เข้ามอบตัวรับทราบข้อกล่าวหาคดีก่อการร้ายจาก ดีเอสไอ และยืนยันว่าจะปฏิบัติตามกรอบของกฎหมายและระเบียบของทางราชการ ในส่วนของคดีความนั้นตนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอเวลา 30 วันในการรวบรวมพยานบุคคล พยานเอกสาร เทปบันทึกภาพและเสียง เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการต่อสู้คดี โดยจะพยายามนำหลักฐานมากที่สุดมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

นายการุณ กล่าวอีกว่า พนักงานสอบสวนใช้เวลาซักถามและสอบปากคำเป็นเวลานาน เนื่องจากได้สอบถามถึงเหตุการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงตั้งแต่ ปี 2552 เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่าตนเข้าไปเกี่ยวข้องหรือทำสิ่งใดเพื่อเป็นการสนับ สนุนความผิดทางอาญาหรือไม่ ส่วนเรื่องการขอเพิกถอนเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.ของตนนั้น ขอให้เป็นดุลพินิจของสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีข้อขัดข้องและขัดขืนใดๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ติดต่อหรือทราบที่อยู่ของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือไม่ นายกรุณ กล่าวว่า ไม่รู้